Close

การทำลายสินค้าอย่างไร จึงจะสามารถตัดเป็นค่าใช้จ่ายได้และไม่ต้องเสียภาษี ?

          คำว่า “ทำลาย”  จะอธิบายให้จัดเจนก็คือ การที่ทำให้สินค้าไม่อยู่ในสภาพสินค้านั่นเอง เช่น การเผา การบด การทุบ การตัดเป็นชิ้นๆ หรือการฝั่งกลบ เป็นต้น  แต่ถ้าการนำสินค้าที่ชำรุดไปบริจาคหรือมอบให้หน่วยงานต่างๆ จะไม่ถือว่าเป็นการทำลาย เนื่องจากสินค้านั้นยังมีตัวตนเป็นสินค้าให้เห็นอยู่นั่นเอง
          การทำลายสินค้าจะไม่มีภาระภาษีใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม กล่าวง่ายๆก็คือไม่ต้องนำส่งภาษีขายนั่นเอง  เนื่องจากการทำลายสินค้าไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ที่จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา65แห่งประใวลรัษฎากร และไม่ถือเป็นการขายสินค้าหรือให้บริการที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา77/2แห่งประมวลรัษฎากร
          โดยมูลค่าต้นทุนของสินค้าที่ถูกทำลาย กิจการสามารถนำมาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่ทำลายได้  และนอกจากนี้สำหรับภาษีซื้อที่เกี่ยวกับสินค้าที่ทำลายดังกล่าวก็ไม่มีผลตามกฎหมายที่จะทำให้เป็นภาษีซื้อต้องห้าม ซึ่งนั่นหมายความว่าภาษีซื้อที่เกี่ยวกับสินค้าดังกล่าวผู้ประกอบการที่จดทะเบียนได้นำไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว  และก็ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าให้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามเมื่อได้มีการทำลายสินค้าในภายหลัง สรุปก็คือขอเครดิตภาษีซื้อแล้วก็แล้วไป(ต้องดูว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย)

คำถามต่อมา คือ เราจะสามารถทำลายสินค้าได้เองเลยหรือไม่? แล้วถ้าต้องการจะนำต้นทุนของสินค้าที่ถูกทำลายมาตัดเป็นรายจ่ายจะต้องทำอย่างไร?
ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่สามารถทำลายสินค้าได้เองโดยพละการ ส่วนจะทำลายสินค้าได้เมื่อใดและถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประสงค์จะตัดต้นทุนดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ทำลายนั้น ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้…

กรณีที่ 1
           กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก ให้ถือปฏิบัติตามวิธีการเกี่ยวกับการทำลายของเสีย สินค้า และเศษซากที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำหนดและให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย

กรณีที่ 2
          กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก การควบคุมปริมาณวัตถุดิบนำเข้าซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนั้น ในการทำลายวัตถุดิบ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด และให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย หรือจัดทำรายงานการทำลายให้ผู้สอบบัญชีรับทราบ ทั้งนี้ ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบงบดุลไว้ด้วย สำหรับการทำลายสินค้าอื่นนอกจากวัตถุดิบดังกล่าวข้างต้น ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกรณีที่ 3

กรณีที่ 3
          กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น
1.) การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ดังนี้…
          -ต้องมีการตรวจสอบสภาพสินค้าดังกล่าวว่า เสียหายตามเงื่อนไขที่แต่ละกิจการได้กำหนดไว้หรือไม่ และต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้เป็นสินค้าเสียหายตามเงื่อนไข ี่กำหนดดังกล่าว กรณีสินค้าที่ได้รับคืน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องมีเอกสารหลักฐานการรับคืนสินค้า ซึ่งระบุรายละเอียดของสินค้าที่รับคืน เช่น วันเดือนปีที่รับคืน ปริมาณสินค้า ชนิดสินค้าหรือรหัสสินค้า สาเหตุที่รับคืนสินค้า เลขที่อ้างอิงของการสั่งซื้อสินค้าที่รับคืนนั้น และให้มีการลงลายมือชื่อของลูกค้าที่คืนสินค้า พนักงานที่รับคืนสินค้าด้วย เมื่อมีการนำสินค้าที่รับคืนมาเก็บไว้เพื่อรอทำลาย ให้พนักงานฝ่ายคลังสินค้าที่เก็บรักษาสินค้าเสียหายตรวจนับและลงลายมือชื่อกำกับไว้ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายบัญชีทราบด้วย 
          -เมื่อได้รับอนุมัติให้ทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากจากผู้มีอำนาจอนุมัติให้ทำลายแล้ว ให้มีบุคคลอย่างน้อยประกอบด้วย ฝ่ายคลังสินค้า ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายตรวจสอบ (ถ้ามี) ร่วมสังเกตการณ์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในการทำลาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชี พร้อมทั้งให้เชิญผู้สอบบัญชีมาเป็นพยานในการทำลาย ทั้งนี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่จำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่กรมสรรพากรร่วมเป็นพยานในการทำลายก็ได้
2.)การทำลายของเสียหรือสินค้าหรือเศษซากที่โดยสภาพสามารถเก็บรักษาและรอการทำลายพร้อมกันได้เมื่อมีปริมาณที่เหมาะสม บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อ1 และให้แจ้งการทำลายให้สรรพากรพื้นที่หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) ในท้องที่ที่รับผิดชอบทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วันก่อนวันทำลาย ซึ่งสรรพากรพื้นที่ หรือสรรพากรจังหวัด หรือสรรพากรจังหวัด (สาขา) อาจส่งเจ้าหน้าที่ไปดูการทำลายด้วยก็ได้ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี

          จะเห็นได้ว่าการทำลายสินค้าตามหลักเกณฑ์ของสรรพากรดังกล่าว แม้จะเป็นแนวทางปฏิบัติซึ่งไม่ใช่กฎหมายที่จะมีผลบังคับได้ แต่เป็นวิธีที่กิจการได้ปฏิบัติแล้วจะทำให้ไม่มีข้อสงสัยของเจ้าพนักงานประเมินว่าได้ทำลายสินค้าจริงหรือไม่ มิฉะนั้นหากกิจการแอบอ้างว่าได้ทำลายสินค้าแล้วแต่ไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ ก็จะเป็นปัญหากับความเชื่อถือของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งถ้าเจ้าพนักงานประเมินไมน่าเชื่อถือก็อาจจะมีข้อพิจารณาว่า “อ้างว่าทำลายเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษี”  ซึ่งอาจทำให้กิจการ “ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้”
      ทั้งนี้สำหรับกิจการที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรมส่งออก หรือได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่นำเข้าวัตถุดิบ การทำลายสินค้าของกิจการกังกล่าวก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่ควบคุมหรือกำกับดูแลดังกล่าว โดยต้องมีผู้สอบบัญชีเป็นพยานในการทำลายหรือรับทราบ ทั้งนี้ให้ผู้สอบบัญชีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแนบไว้ในงบดุลด้วย ตามคำสั่งของกรมสรรพากร

สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :  https://www.rd.go.th/publish/3575.0.html

© 2019 SML Soft | WordPress Theme: Annina Free by CrestaProject.