คู่มืองานบุคคล
ประกันสังคม 2569 หักเท่าไร? วิธีคำนวณเงินสมทบมาตรา 33
ปี 2569 เงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 คิด 5% ของค่าจ้าง ฐานต่ำสุด 1,650 สูงสุด 17,500 บาท หักสูงสุด 875 บาท/เดือน เศษ 50 สตางค์ปัดขึ้น นำส่งภายในวันที่ 15 เดือนถัดไป
อ่าน 7 นาที 26 ตุลาคม 2026 โดยทีม SML Soft
โดย SML AI Newsroom นักข่าว AI ด้านบัญชี การเงิน และการบริหาร SME สรุปจากแหล่งที่มาท้ายบทความ
ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เงินสมทบประกันสังคมของผู้ประกันตนมาตรา 33 (ลูกจ้างในระบบ) คิดจากค่าจ้างรายเดือนคูณ 5% ทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง โดยใช้ฐานค่าจ้างต่ำสุด 1,650 บาทและสูงสุด 17,500 บาท ลูกจ้างจึงถูกหักไม่เกิน 875 บาทต่อเดือน และนายจ้างสมทบอีกเท่ากัน เศษตั้งแต่ 50 สตางค์ปัดเป็น 1 บาท ต่ำกว่านั้นปัดทิ้ง นายจ้างต้องนำส่งเงินทั้งสองส่วนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ถ้าส่งช้าเสียเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน
เพดาน 17,500 บาทมาจากกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 ธันวาคม 2568 แทนเพดานเดิม 15,000 บาท ใครที่ยังตั้งสูตรเงินเดือนไว้ที่ 750 บาทต่อเดือนจึงต้องแก้
สูตรคำนวณเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 ปี 2569
ทำตามลำดับนี้ทุกงวดที่จ่ายค่าจ้าง
- หาค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในงวดนั้น
- ถ้าค่าจ้างต่ำกว่า 1,650 บาท ให้ใช้ 1,650 บาทเป็นฐาน ถ้าเกิน 17,500 บาท ให้ใช้ 17,500 บาท ถ้าอยู่ระหว่างนั้นใช้ค่าจ้างจริง
- นำฐานที่ได้คูณ 5% จะได้เงินสมทบส่วนลูกจ้าง
- ปัดเศษตามมาตรา 46 พ.ร.บ.ประกันสังคม คือเศษตั้งแต่ 50 สตางค์ขึ้นไปนับเป็น 1 บาท น้อยกว่านั้นปัดทิ้ง
- นายจ้างจ่ายเงินสมทบส่วนของตนในอัตราเดียวกัน แล้วรวมกับส่วนที่หักจากลูกจ้าง
- นำส่งพร้อมแบบ สปส.1-10 ส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 หรือส่งข้อมูลผ่านระบบ e-service ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงิน
ถ้าลูกจ้างทำงานกับนายจ้างหลายราย มาตรา 46 ให้คำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างที่ได้รับจากนายจ้างแต่ละรายแยกกัน นายจ้างแต่ละรายจึงหักตามค่าจ้างที่ตัวเองจ่ายเท่านั้น
ตัวอย่างการคำนวณ
| ค่าจ้างต่อเดือน (บาท) | ฐานที่ใช้คำนวณ | 5% ก่อนปัดเศษ | ลูกจ้างถูกหัก | นายจ้างสมทบ | รวมนำส่ง |
|---|---|---|---|---|---|
| 1,200 | 1,650 (ฐานต่ำสุด) | 82.50 | 83 | 83 | 166 |
| 12,345 | 12,345 | 617.25 | 617 | 617 | 1,234 |
| 15,000 | 15,000 | 750.00 | 750 | 750 | 1,500 |
| 30,000 | 17,500 (เพดาน) | 875.00 | 875 | 875 | 1,750 |
อ่านตารางอย่างไร
- ค่าจ้าง 1,200 บาทต่ำกว่าฐานต่ำสุด จึงคิดจาก 1,650 บาท ได้ 82.50 บาท เศษ 50 สตางค์ปัดขึ้นเป็น 83 บาท
- ค่าจ้าง 12,345 บาท ได้ 617.25 บาท เศษ 25 สตางค์น้อยกว่า 50 สตางค์ จึงปัดทิ้งเหลือ 617 บาท
- ค่าจ้าง 30,000 บาทเกินเพดาน จึงคิดจาก 17,500 บาทเท่านั้น
ถ้าคำนวณเงินเดือนในสเปรดชีตหรือโปรแกรมบัญชี ให้ตั้งสูตรต่อคน เช่นใน Excel ถ้าค่าจ้างอยู่ช่อง A2 ใช้ =ROUND(MIN(MAX(A2,1650),17500)*5/100,0) ฟังก์ชัน ROUND ของ Excel ปัดเศษ .5 ขึ้นสำหรับตัวเลขบวก จึงได้ผลตรงกับมาตรา 46 ทั้ง 4 ตัวอย่างข้างต้น และควรคำนวณทีละคนก่อนรวมยอด ไม่ใช่รวมค่าจ้างทั้งบริษัทแล้วคูณ 5% ทีเดียว เพราะเพดาน ฐานต่ำสุด และการปัดเศษใช้กับผู้ประกันตนแต่ละคน
ตัวอย่างคำนวณยอดนำส่งทั้งบริษัท
สมมติบริษัทมีลูกจ้าง 3 คนในเดือนเดียวกัน ให้คิดทีละคนก่อน แล้วจึงรวม
| ลูกจ้าง | ค่าจ้าง (บาท) | ฐานที่ใช้ | ส่วนลูกจ้าง (บาท) | ส่วนนายจ้าง (บาท) |
|---|---|---|---|---|
| ก | 30,000 | 17,500 | 875 | 875 |
| ข | 12,345 | 12,345 | 617 | 617 |
| ค | 9,000 | 9,000 | 450 | 450 |
| รวม | 51,345 | 38,845 | 1,942 | 1,942 |
ยอดที่ต้องนำส่งเดือนนี้คือ 1,942 + 1,942 = 3,884 บาท ถ้าคิดผิดวิธีโดยเอาค่าจ้างรวม 51,345 บาทคูณ 5% จะได้ 2,567.25 บาทต่อฝ่าย สูงเกินจริง 625.25 บาท เพราะไปคิดเงินสมทบจากค่าจ้างส่วนที่เกินเพดานของลูกจ้าง ก ด้วย
เตรียมงานเงินเดือนประจำเดือนอย่างไรไม่ให้พลาด
- ก่อนจ่ายเงินเดือน ตรวจว่าทุกคนที่เป็นลูกจ้างมาตรา 33 ถูกหักเงินสมทบตามฐานที่ถูกต้อง โดยเฉพาะคนเงินเดือนเกิน 17,500 บาทซึ่งปี 2569 ต้องหัก 875 บาท ไม่ใช่ 750 บาทแบบเพดานเดิม
- ลงรายการเงินที่หักไว้ในสลิปเงินเดือนแยกจากรายการอื่น ลูกจ้างจะตรวจยอดได้ง่าย
- ทำแบบ สปส.1-10 ส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 หรือเตรียมไฟล์สำหรับระบบ e-service ให้ยอดรวมตรงกับยอดที่หักจริงรายคน
- ชำระเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ผ่านสำนักงานประกันสังคมพื้นที่หรือจังหวัด ธนาคารที่รับชำระ หรือระบบ e-payment ตามช่องทางที่ สปส. ประกาศ
- เก็บหลักฐานการชำระไว้คู่กับรายงานเงินเดือนของงวดนั้น เพื่อใช้ตรวจย้อนหลังถ้ามีข้อโต้แย้งเรื่องเงินเพิ่ม
เพดานค่าจ้างประกันสังคม 2569–2575
กฎกระทรวงฉบับ พ.ศ. 2568 แบ่งการปรับเพดานเป็น 3 ระยะ ส่วนฐานค่าจ้างต่ำสุดยังเป็น 1,650 บาททั้ง 3 ระยะ
| ระยะ | ช่วงเวลา | เพดานค่าจ้าง (บาท) | เงินสมทบสูงสุดต่อฝ่ายต่อเดือน (บาท) |
|---|---|---|---|
| 1 | 1 ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2571 | 17,500 | 875 |
| 2 | 1 ม.ค. 2572 – 31 ธ.ค. 2574 | 20,000 | 1,000 |
| 3 | ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2575 | 23,000 | 1,150 |
ผลต่อลูกจ้างเงินเดือน 25,000 บาท (สูงกว่าเพดานทุกระยะ) จะเห็นภาพชัด ปี 2569–2571 ถูกหักเดือนละ 875 บาท ปี 2572–2574 เพิ่มเป็น 1,000 บาท และตั้งแต่ปี 2575 เป็น 1,150 บาท นายจ้างก็ต้องจ่ายส่วนของตนเพิ่มในจำนวนเท่ากัน ฝ่าย HR และบัญชีจึงควรใส่ตัวเลขเหล่านี้ในประมาณการต้นทุนแรงงานล่วงหน้า
เพดานที่สูงขึ้นทำให้ลูกจ้างเงินเดือนสูงจ่ายมากขึ้น แต่สิทธิประโยชน์ที่คิดจากค่าจ้างก็สูงขึ้นด้วย อินโฟกราฟิกของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรีสรุปผลของระยะที่ 1 ไว้ เช่น เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และว่างงาน สูงสุดเพิ่มจาก 7,500 เป็น 8,750 บาทต่อเดือน เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตรเพิ่มจาก 22,500 เป็น 26,250 บาทต่อครั้ง เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตเพิ่มจาก 90,000 เป็น 105,000 บาท และเงินบำนาญกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี สูงสุดเพิ่มจาก 3,000 เป็น 3,500 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งครบ 25 ปี สูงสุดเพิ่มจาก 5,250 เป็น 6,125 บาทต่อเดือน
นำส่งเมื่อไร และส่งช้าเสียเท่าไร
มาตรา 47 พ.ร.บ.ประกันสังคม กำหนดให้นายจ้างหักค่าจ้างของลูกจ้างทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง แล้วนำส่งเงินสมทบทั้งส่วนลูกจ้างและส่วนนายจ้างภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงิน พร้อมยื่นรายการตามแบบที่เลขาธิการกำหนด ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด ก็ยังมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบเสมือนว่าได้จ่ายค่าจ้างแล้ว
มาตรา 49 กำหนดผลของการส่งช้า
- นายจ้างที่ไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบภายในกำหนด ต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังไม่ได้ส่ง นับจากวันถัดจากวันครบกำหนด
- เศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็น 1 เดือน น้อยกว่า 15 วันปัดทิ้ง
- ถ้านายจ้างไม่ได้หักค่าจ้างลูกจ้าง หรือหักไม่ครบ นายจ้างต้องรับผิดจ่ายส่วนของลูกจ้างเต็มจำนวน
ตัวอย่าง: เงินสมทบงวดตุลาคม 1,750 บาท ครบกำหนดส่ง 15 พฤศจิกายน ถ้านำส่ง 5 ธันวาคม ช้าไป 20 วัน ซึ่งเกิน 15 วัน จึงนับเป็น 1 เดือน เงินเพิ่มคือ 1,750 x 2% = 35 บาท
มาตรา 33 ต่างจากมาตรา 39 อย่างไร
มาตรา 33 คิดจากค่าจ้างจริงของลูกจ้างและนายจ้างเป็นผู้หักนำส่ง ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 39 เป็นผู้นำส่งเงินสมทบเอง หน้าข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมระบุว่าเงินสมทบมาตรา 39 คิดจากฐานเดือนละ 4,800 บาท และแผนปฏิบัติราชการปี 2569 ของ สปส. ระบุอัตราปกติไว้ที่ 9% หรือเดือนละ 432 บาท ต้องนำส่งเดือนละ 1 ครั้งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ข้อควรระวัง: รัฐอาจลดอัตราเงินสมทบชั่วคราวเฉพาะพื้นที่ เช่น แผนปฏิบัติราชการปี 2569 ของ สปส. บันทึกการลดอัตรามาตรา 33 จากฝ่ายละ 5% เหลือฝ่ายละ 3% ให้นายจ้างและผู้ประกันตนในท้องที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ งวดธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 ถ้ามีมาตรการลักษณะนี้อีก ให้ใช้อัตราตามประกาศกระทรวงแรงงานที่ครอบคลุมพื้นที่และงวดนั้น
แหล่งที่มา
- สำนักงานประกันสังคม กองทุนประกันสังคม (สิทธิประโยชน์และเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 33) (20 สิงหาคม 2026)
- ราชกิจจานุเบกษา กฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 (เล่ม 142 ตอนที่ 81 ก) (12 ธันวาคม 2025)
- สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนนทบุรี สิทธิประโยชน์จากการปรับเพดานค่าจ้าง (27 ธันวาคม 2025)
- สำนักงานประกันสังคม พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 (ฉบับรวม)
- สำนักงานประกันสังคม เงินสมทบและการชำระเงิน
- สำนักงานประกันสังคม แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
ข้อมูล ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2026 ก่อนนำไปใช้กับกิจการ ควรตรวจกับประกาศฉบับเต็มของหน่วยงานหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
คำถามที่พบบ่อย